วันศุกร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ผู้ว่าฯศรีสะเกษรุดช่วยเหยื่อหมอชุ่ยป่วยขาบวมโต-ดิ้นสู้ชีวิตร้อยพวงมาลัยเลี้ยงครอบครัว

ศรีสะเกษ - ผู้ว่าฯศรีสะเกษ นำคณะช่วยเหลือหญิงโชคร้าย
หมอผ่าตัดมะเร็งมดลูก และตัดสายปัสสาวะ ทั้งที่ไม่ได้เป็นมะเร็ง
ทำให้ต้องทนทุกข์ทรมานป่วยเป็นโรคท่อน้ำเหลืองอุดตันขาบวมโต
แต่ไม่ยอมแพ้สู้ชีวิต ด้วยการร้อยพวงมาลัยขายเลี้ยงชีพและครอบครัวอีก 4
ชีวิต ผู้ว่าฯประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เตรียมส่งตัวเข้ารักษากับแพทย์เฉพาะทาง ที่ กรุงเทพฯ

วันนี้ (12 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 25
บ้านเพียนามเหนือ หมู่ที่ 9 ต.หนองไผ่ อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ นายระพี
ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสมนึก สุชัยยะ
ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ นางยุพยง สุชัยยะ กรรมการเหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ
และ นพ.อุดม เพชรภูวดี รอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีสะเกษ
ได้นำคณะเจ้าหน้าที่จากส่วนต่างๆ เดินทางไปเยี่ยม นางวันดี พันธเสน อายุ
46 ปี ซึ่งป่วยเป็นโรคต่อมน้ำเหลืองอุดตัน ทำให้ขาทั้งสองข้างบวมใหญ่
มีอาการปวดและเดินไม่สะดวก
แต่ดิ้นรนสู้ชีวิตหาเลี้ยงชีพและครอบครัวด้วยการร้อยพวงมาลัยขาย

นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ
ได้พูดคุยสอบถามอาการและความเป็นอยู่ของ นางวันดี
พร้อมสั่งการให้กับคณะแพทย์ เหล่ากาชาดจังหวัดศรีสะเกษ,
พัฒนาสังคมจังหวัดศรีสะเกษ และ อบต.หนองไผ่ ได้เข้ามาดูแลครอบครัวของ
นางวันดี ให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมได้มอบเงินจำนวนหนึ่ง
และเครื่องอุปโภคบริโภค ช่วยเหลือนางวันดี ในเบื้องต้นด้วย

นายระพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ กล่าวว่า
จากการสอบถามอาการป่วยของ นางวันดี จากแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ
เบื้องต้นทางโรงพยาบาลศรีสะเกษมีความเห็นว่านางวันดีต้องได้รับการรักษาจาก
แพทย์เฉพาะทาง ซึ่งต้องเดินทางไปทำการรักษาที่กรุงเทพฯ
โดยมอบหมายให้สำนักงานพัฒนาสังคมจังหวัดศรีสะเกษดำเนินการเรื่องดังกล่าว
ซึ่งโรงพยาบาลศรีสะเกษจะได้ประสานงานไปยังโรงพยาบาลที่กรุงเทพฯ
เพื่อให้การช่วยเหลือแล้ว ขึ้นอยู่กับว่า นางวันดี
พร้อมจะเดินทางไปเมื่อใด ส่วนค่าใช้จ่ายต่างๆ
ทางจังหวัดศรีสะเกษจะเป็นผู้ดูแลให้

สำหรับอาการป่วยของ นางวันดี เมื่อปี 2546
ถูกตรวจพบว่าเป็นมะเร็งปากมดลูก
แพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษได้ส่งตัวไปทำการผ่าตัดรักษาที่โรงพยาบาลสรรพสิทธิ
ประสงค์ จ.อุบลราชธานี เมื่อวันที่ 19 ก.ค.2546
แต่หลังผ่าตัดเสร็จกลับพบว่าไม่ได้เป็นมะเร็ง
และขณะผ่าตัดแพทย์ได้ตัดสายปัสสาวะออกพร้อมกับใส่สายปัสสาวะให้ใหม่
และกลับมาพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านประมาณ 5 เดือนจึงได้ถอดสายปัสสาวะออก
หลังจากนั้นขาข้างขวาก็เริ่มบวมขึ้นเรื่อยๆ
แพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษจึงได้ส่งตัวไปรักษาที่ จ.ขอนแก่น ประมาณ 2 ครั้ง
แต่อาการไม่ดีขึ้นและมีปัญหาเรื่องเงินค่าใช้จ่ายในการเดินทาง

ต่อมาแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ บอกว่า
จะส่งตัวไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพฯ อีก แต่ นางวันดี
ไม่มีเงินค่าเดินทางจึงไม่ได้ไปรักษา
และปัจจุบันต้องร้อยพวงมาลัยขายเพื่อหาเงินเลี้ยงชีพและเลี้ยงครอบครัวอีก
4 ชีวิต ประกอบด้วย แม่อายุกว่า 80 ปี
ลูกสาวกำลังศึกษาอยู่ระดับชั้นประถมศึกษา ลูกชายไม่มีงานทำ
ส่วนสามีมีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง
แต่ได้ประสบอุบัติเหตุรถล้มจนเป็นโรคทางระบบประสาท

ศรีสะเกษติวเข้มนายจ้างต่อใบอนุญาตแรงงานต่างด้าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 10 มิถุนายน 2552 17:42 น.
ศรีสะเกษ - จัดหางาน จ.ศรีสะเกษ
ติวเข้มนายจ้างและแรงงานต่างด้าวให้มีความรู้ความเข้าใจในการต่อใบอนุญาตทำ
งานที่จะหมดอายุและต้องต่ออายุในเดือน มิ.ย.นี้

วันนี้ (10 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ห้องประชุมพิกุลทอง
โรงแรมพรหมพิมาน จังหวัดศรีสะเกษ นายชาญชัย โกศลธนากุล
จัดหางานจังหวัดศรีสะเกษ
ได้จัดประชุมนายจ้างและแรงงานต่างด้าวตามโครงการเตรียมความพร้อมนายจ้างและ
แรงงานต่างด้าว ที่ต่ออายุใบอนุญาตทำงาน 2552

โดยมีการอบรมเตรียมความพร้อมในเรื่อง
สารสำคัญและแนวทางปฏิบัติการเปรียบเทียบตาม พ.ร.บ. การทำงานของคนต่างด้าว
พ.ศ.2551 ขั้นตอนการพิสูจน์สัญชาติแรงงานต่างด้าว พม่า ลาว กัมพูชา
การนำเข้าแรงงานต่างด้าว
สิทธิการรับการรักษาพยาบาลของแรงงานต่างด้าวที่ประกันสุขภาพกับโรงพยาบาล
ขั้นตอนการตรวจลงตราอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและขอขยายเวลาการอยู่ในราช
อาณาจักร ลักษณะความผิดตาม
พ.ร.บ.คนเข้าเมืองและขั้นตอนการขอรับและต่ออนุญาตทำงานแรงงานต่างด้าวทุก
ประเภท

นายชาญชัย โกศลธนากุล จัดหางานจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า
จังหวัดศรีสะเกษจัดการอบรมครั้งนี้เพื่อต้องการให้นายจ้างและแรงงานต่างด้าว
มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง จ.ศรีสะเกษ
มีแรงงานต่างด้าวสัญชาติพม่า ลาว กัมพูชา
ซึ่งใบอนุญาตทำงานจะหมดอายุในวันที่ 30
มิ.ย.และต้องดำเนินการต่ออนุญาตทำงานภายในเดือนมิ.ย.นี้
ตามประกาศกรมการจัดหางานกำหนด จำนวน 106 คน นายจ้าง 100 ราย
รวมทั้งกลุ่มแรงงานต่างด้าว ถูกกฎหมายที่มีหนังสือเดินทาง
ที่จะต้องต่ออายุใบอนุญาตทำงานในเดือน มิ.ย.นี้ มีจำนวน 33 คน นายจ้าง 33
ราย

ม็อบคนจนลั่นปักหลักสันเขื่อน "ราษีไศล" ถึงที่สุด-จวกกรมชลฯตัวแสบเตะถ่วงปัญหา

ศรีสะเกษ- ม็อบสมัชชาคนจนยันปักหลักชุมนุมสันเขื่อนราษีไศล
จนกว่าปัญหาความเดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบจาก
"เขื่อนราษีไศล-เขื่อนหัวนา" จะได้รับการแก้ไขจากรัฐบาล
หลังยืดเยื้อมานานกว่า 16 ปี 9 นายกฯ 10 รัฐบาล จวกกรมชลฯสุดแสบ
ทำตัวเป็นรัฐอิสระเล่นแง่เตะถ่วงตลอดเวลาและบิดเบือนไม่ยอมดำเนินการตาม
มติ ครม.ปี 43 ทั้งการตรวจสอบพิสูจน์สิทธิทรัพย์สิน-ที่ดินทำกิน
และจ่ายค่าชดเชย เพื่อบรรเทาความร้อนเดือดร้อน ปชช.

วันนี้ (10 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ชาว บ้านกลุ่มสมัชชาคนจน
(สคจ.) ในเขต อ.ราษีไศล และ อ.กันทรารมย์ จ.ศรีสะเกษ
ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการสร้างเขื่อนราษีไศล และเขื่อนหัวนา
ยังคงปักหลักชุมนุมอยู่ที่บริเวณสันเขื่อนราษีไศล อ.ราษีไศล จ.ศรีสะเกษ
ติดต่อกันเป็นวันที่ 7
พร้อมจัดกิจกรรมเปิดเวทีให้ข้อมูลสถานการณ์ปัญหาในพื้นที่เขื่อนราษีไศลและ
เขื่อนหัวนา และรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชนในหมู่บ้านรอบเขื่อนราษีไศล
และในเขตตัว อ.ราษีไศล อย่างต่อเนื่อง

นาย สำราญ หอกระโทก แกนนำชาวบ้านเขื่อนหัวนา กล่าวว่า
พวกเราได้จัดขบวนรณรงค์ในพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจกับชาวบ้านให้มีความเข้า
ใจที่ตรงกันและติดตามสถานการณ์เกี่ยวกับปัญหาเขื่อนหัวนาอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเป็นโครงการที่รัฐพยายามดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จโดยที่ยังไม่ได้
มีการศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ
และจะก่อให้เกิดผลเสียสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้าน
เหมือนเช่นที่เคยเกิดขึ้นโครงการก่อสร้างจากเขื่อนราษีไศล
ที่การศึกษาผลกระทบและการตรวจสอบทรัพย์สินที่ดินทำกินของชาวบ้านยังไม่แล้ว
เสร็จ ก็ปิดประตูเขื่อนเก็บกักน้ำกทำให้มีปัญหาหลายอย่างตามมา
กระทั่งปัจจุบันชาวบ้านผู้ได้รับความเดือดร้อนก็ยังไม่ได้ค่าชดเชยที่ดิน
ทั้งไร่นา และป่าสาธารณประโยชน์อีกจำนวนมากที่จากเขื่อนไล่เข้าท่วม

นายแดง คาวี แกนนำชาวบ้านเขื่อนหัวนา อีกคนกล่าวว่า
การชุมนุมของชาวบ้านที่เดือดร้อนได้รับผลกระทบจากโครงการก่อสร้างทั้ง 2
เขื่อนผ่านมาแล้ว 7 วัน
ยังไม่มีความคืบหน้าอะไรในการแก้ปัญหาจากหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง
ในทางกลับกันกรมชลประทานพยายามเข้ามาแบ่งแยกมวลชนชาวบ้านด้วยการสร้างความ
สับสน ในการตรวจสอบที่ดินทำกินและรายชื่อผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน

อย่างไรก็ตาม
เมื่อมาชุมนุมถึงขั้นนี้แล้วพวกเราจะยึดมั่นในแนวทางของตัวเอง
หากไม่บรรลุเป้าหมายในการแก้ปัญหา พวกเราก็จะไม่ถอยเด็ดขาด
ซึ่งขณะนี้กำลังเตรียมการเพื่อเจรจากับสำนักงานชลประทานที่ 8
รวมทั้งเตรียมข้อมูล เอกสารเพื่อไปประชุมกับคณะทำงานแก้ไขปัญหาสมัชชาคนจน
ของรัฐบาลในวันพรุ่งนี้ (11 มิ.ย.)

ขณะที่ นายสุข จันทร แกนนำชาวบ้านเขื่อนราษีไศล กล่าวว่า
การเข้าปักหลักชุมนุมที่สันเขื่อนราษีไศล
เพราะเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนานั้นปัญหายืดเยื้อมานาน
หลายรัฐบาลที่ผ่านมาไม่เคยมีความจริงใจในการแก้ไข
อยากให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงความเดือดร้อนของพวกเรา
และพวกเราไม่ได้มาสร้างความเดือดร้อนให้ใคร
โดยจะปักหลักชุมนุมต่อไปเพื่อทำการแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง
และติดตามการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
จนกว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไขทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า วัน เดียวกันนี้ (10 มิ.ย.)
กลุ่มสมัชชาคนจนที่ปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณสันเขื่อนราษีไศล
ดังกล่าวได้ออกแถลงการณ์ ระบุว่า
การแก้ไขปัญหากรณีเขื่อนราษีไศลและเขื่อนหัวนา ผ่านมาแล้ว 16 ปี
ผ่านการบริหารงานของ 9 นายกรัฐมนตรี 10 รัฐบาล 2 หน่วยงาน
แต่ชาวบ้านยังคงเดือดร้อนเหมือนเดิม

แม้ว่า ในปี 2543 คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีการตัดสินใจแก้ไขปัญหาทั้ง
2 เขื่อน โดยกรณีเขื่อนหัวนา มีมติให้ระงับการถมลำน้ำมูนเดิม
เพื่อศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
และตรวจสอบทรัพย์สินผู้ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเขื่อนหัวนา
แต่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา
ประเด็นที่ไม่เคยห่างหายไปจากความกังวลของชาวบ้านเลย คือ
การนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีโดยนักการเมือง ให้มีการถมลำน้ำมูนเดิม
เพื่อบังคับน้ำให้ไหลผ่านบานประตูเขื่อนหัวนา
ทั้งที่ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาผลกระทบ

การตรวจสอบทรัพย์สินผู้ที่คาดว่า จะได้รับผลกระทบใช้เวลา 7
ปีแต่ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะกรมชลประทานหน่วงเหนี่ยว ไม่อยากรับรองสิทธิ์
ล่าสุดมติการประชุม 29 ม.ค. 2552 ถูกเจ้าหน้าที่กรมชลประทานบิดเบือน
โดยแก้ไขคำสั่งแต่งตั้งกรรมการไม่ให้มีอำนาจรับรองการตรวจสอบทรัพย์สิน

แถลงการณ์ระบุต่อว่า ขณะที่ กรณีราษีไศล ครม.ปี 2543
มีมติให้เปิดประตูน้ำ
เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการแพร่กระจายของดินเค็ม
และผลกระทบทางสังคม ตลอดจนเพื่อพิสูจน์สิทธิในที่ดิน
แต่จนกระทั่งปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถคลี่คลายปัญหาดังกล่าวได้แม้แต่
ประเด็นเดียว

โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาค่าชดเชยที่เหลือ
ซึ่งได้หลักการที่ชัดเจนหมดแล้วว่าให้ใช้มติคณะรัฐมนตรี 1 ก.พ. 2543
ในการพิสูจน์ที่ดินทำกินและจ่ายชดเชยในราคาไร่ละ 32,000 บาท
แต่หลังจากนั้นกลไกการแก้ปัญหา ซึ่งอยู่ในมือกรมชลประทาน กลับไม่ทำงาน
มีการเล่นแง่หน่วงเหนี่ยวตลอดเวลา นอกจากนั้นปัญหาอื่นๆ
ยังไม่มีความคืบหน้า เช่น กรณี นานอกอ่าง และการศึกษาผลกระทบ

สมัชชาคนจน เขื่อนหัวนาและเขื่อนราษีไศล
ได้ชุมนุมที่สันเขื่อนราษีไศลเป็นเวลา 7 วันแล้ว และขอประกาศว่า
การแก้ไขปัญหาที่ยาวนาน ได้ประจักษ์แล้วว่า
การบริหารของรัฐบาลโดยกรมชลประทาน ไม่มีความจริงใจ ดูถูก
และตั้งใจเตะถ่วงหน่วงเหนี่ยวยืดเยื้อ ไม่แก้ไขปัญหาให้จบสักที

การแก้ไขปัญหาของทั้ง 2 เขื่อนจะคลี่คลายไปได้ด้วยดี
หากกรมชลประทานกลับตัวกลับใจไม่ตั้งตัวเป็นรัฐอิสระ
ยอมดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ก.พ.2543 และ
มติคณะรัฐมนตรี 25 ก.ค.2543 อย่างไม่มีเงื่อนไขโดยเคร่งครัด แถลงการณ์
ระบุในตอนท้าย

วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

ศรีสะเกษกระบะขนชาวลาวเต็มคัน ซิ่งหนี ตร.แหกโค้งชนต้นไม้ดับ 2 เจ็บ 13 ราย

ศรีสะเกษ - ปิกอัพบรรทุกชาวลาว 17 คนหลบหนีเข้าเมือง
ซิ่งฝ่าสายฝนหนีตำรวจทางหลวงที่ อ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ
แหกโค้งพุ่งชนต้นไม้ข้างทางดับคาที่ 2 ศพ บาดเจ็บ 13 คน สาหัสอื้อ
หลบหนีไปได้ 2 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลางดึกที่ผ่านมา ( 9 มิ.ย. ) พ.ต.ท.สมบูรณ์
วิเชียรจรัส รอง ผกก.สส.สภ.พยุห์ จ.ศรีสะเกษ
ได้รับแจ้งจากนายเกรียงไกรโหราศาสตร์ ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 ต.ตำแย อ.พยุห์
จ.ศรีสะเกษ ว่าเกิดเหตุรถปิกอัพเสียหลักพุ่งชนต้นไม้ตกข้างทางทำให้มีผู้เสียชีวิตและ
ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก
จึงได้รายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบและรุดไปยังที่เกิดเหตุ

เมื่อไปถึงที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบริเวณทางโค้งพบรถปิกอัพยี่ห้ออีซูซุ
รุ่นดีแมคซ์ สีดำ หมายเลขทะเบียน ถต 5118 กรุงเทพฯ
ชนต้นนนทรีตกอยู่ข้างทาง มีผู้ได้รับบาดเจ็บนอนร้องครวญครางอยู่หลายราย
โดยมีรถตำรวจทางหลวง หมายเลขข้างรถ 6307 พร้อมด้วยรถของพลเมืองดีอีก 2
คัน กำลังช่วยกันลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวน 13 คน
ทั้งหมดเป็นชาวลาวมาจากเมืองสาละวัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
(สปป.ลาว) ส่งไปที่โรงพยาบาลศรีรัตนะ
เพื่อให้แพทย์ทำการรักษาอย่างเร่งด่วน
ซึ่งในจำนวนนี้มีอาการบาดเจ็บสาหัสหลายคน

นอก จากนี้ยังมีชาวลาวถูกรถปิกอัพทับเสียชีวิตอยู่ใต้ท้องรถที่เกิดเหตุจำนวน
2 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ช่วยกันงัดซากรถปิกอัพนำศพผู้เสียชีวิตทั้ง 2
ราย ส่งไปไว้ที่โรงพยาบาลศรีรัตนะ เพื่อทำการชันสูตรพลิกศพต่อไป

จากการสอบสวนเบื้องต้น น.ส.ขันทอง อินทโสม อายุ 19 ปี ชาวลาว
จากบ้านดงเซโดน เมืองสาละวัน สปป.ลาว ที่ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย
ให้การเบื้องต้นว่า มีชาวลาวทั้งหมดจำนวน 17 คน
จากหลายหมู่บ้านในเขตเมืองสาละวันได้พากันหลบหนีเข้าเมืองเพื่อเดินทางไปหา
งานทำที่กรุงเทพฯ โดยเสียค่าใช้จ่ายให้นายหน้าคนละ 2,000 บาท
และเมื่อมาถึงบริเวณเขต อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ
ซึ่งเป็นทางผ่านเดินทางไปยังกรุงเทพฯ
ปรากฏว่าคนขับได้ขับรถด้วยความเร็วสูงทั้งที่มีพวกเรานั่งยัดเยียดกันในรถ
ที่ไม่มีหลังคามากถึง 17 คนโดยคนขับแจ้งให้ทราบว่า
ตำรวจทางหลวงกำลังขับรถไล่ติดตามจับกุม
ขณะนั้นฝนได้ตกลงมาอย่างหนักทำให้รถเสียหลักแหกโค้งไปพุ่งชนต้นไม้ที่อยู่
ข้างทางด้านขวามือ
ทำให้พวกเราที่นั่งอยู่กระบะข้างหลังกระเด็นตกจากรถเสียชีวิตและบาดเจ็บ
จำนวนมากดังกล่าว

ส่วน ผู้เสียชีวิตทราบชื่อคือ นายกาด ไม่ทราบนามสกุล
เป็นชาวบ้านหนองเคียง และนายโต้ย ไม่ทราบนามสกุล ชาวบ้านคงเซโดน
เมืองสาละวัน ผู้ได้รับบาดเจ็บส่วนมากเป็นชาวลาวหมู่บ้านใกล้เคียงกันมีทั้งผู้ชาย
ผู้หญิง ส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 16-19 ปี และ 28-30 ปี รวมทั้งมีเด็ก 2
ราย เป็นเด็กชายอายุ 4 ขวบ และเด็กหญิงอายุ 7 ขวบ

ทาง ด้าน พ.ต.ท.สมบูรณ์ วิเชียรจรัส รอง ผกก.สส.สภ.พยุห์
จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า
ขณะนี้ได้ทำการสอบปากคำชาวลาวที่สามารถให้การได้บางส่วนไว้แล้ว
ซึ่งจะได้ตั้งข้อหาหลบหนีเข้ามาภายในราชอาณาจักรไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต
เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายและผลักดันกลับ สปป.ลาวตามขั้นตอนต่อไป
ส่วนเจ้าของรถคันที่ประสบเหตุและหลบหนีไปได้
จะติดตามจับกุมมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

"ทัพภาค 2" รุกผุดอ่างฯห้วยขะยุง 300 ล้าน-สร้างความมั่นคงชายแดนไทยด้านเขมร

ศรีสะเกษ - รองแม่ทัพภาคที่ 2 พร้อม ผบ.กกล.สุรนารี เข้าหารือร่วม
ผู้ว่าฯศรีสะเกษ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ปัดฝุ่นเดินหน้าก่อสร้าง
"อ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง" กว่า 300 ล้าน
ตามยุทธศาสตร์ความมั่นคงชายแดนด้านไทย-กัมพูชา
เพื่อจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนตามเส้นทางรุกสำคัญ และพื้นที่ล่อแหลม
รวมทั้งสร้างประโยชน์ด้านเกษตรและความปลอดภัยในชีวิตทรัพย์สิน
ปชช.ในพื้นที่ เผย
ตั้งคณะทำงานผู้ว่าฯนั่งประธานขับเคลื่อนโครงการให้สำเร็จ
หลังถูกคัดค้านจากหลายฝ่ายมานานกว่า 10 ปี

วันนี้ (4 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ที่ห้องประชุมยุทธศาสตร์จังหวัด ชั้น 4 ศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง
จ.ศรีสะเกษ พล.ต.ธวัชชัย สมุทรสาคร รองแม่ทัพภาคที่ 2 (รอง
มภท.2)พร้อมด้วย พล.ต.ชวลิต ชุนประสาน ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี
(ผบ.กกล.สุรนารี) และคณะ ได้เข้าประชุมร่วมกับทางจังหวัดศรีสะเกษ นำโดย
นายรพี ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ
และหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ในการดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง ต.ละลาย อ.กันทรลักษ์
จ.ศรีสะเกษ

โดยโครงการดังกล่าวทางกองกำลังสุรนารี
ได้เสนอโครงการตามแผนแม่บทการจัดระบบป้องกันพื้นที่ชายแดนในเขตภาคอีสานตอน
ล่าง เป็นโครงการพัฒนาแหล่งน้ำในบริเวณเชิงเขาพนมดงรัก ตามมติคณะรัฐมนตรี
(ครม.) 2 เม.ย.2540 และได้ทำการสำรวจออกแบบแล้วเสร็จเมื่อปี 2540
ลักษณะเป็นเขื่อนดินสูง 24 เมตร สันเขื่อนยาว 618 เมตร ความจุน้ำ 40
ล้านลูกบาศก์เมตร มีพื้นที่ได้รับประโยชน์ประมาณ 20,000 ไร่
ใช้งบประมาณก่อสร้าง 309 ล้านบาท กำหนดสิ้นสุดแผนงานในปี 2553

ทั้งนี้ การดำเนินโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุงที่ผ่านมา
กองทัพภาคที่ 2 และ กรมชลประทาน ได้ทบทวนความเห็นเมื่อปี 2534 และ ปี
2535 กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้กรมชลประทาน
เข้าไปใช้ประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (เขาพระวิหาร) จำนวน 2,050 ไร่
อีก 1535 ไร่ เป็นพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก
ซึ่งยังไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใช้พื้นที่
และต้องสอบถามความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ตามเงื่อนไขของการขอใช้พื้นที่
ของ กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช จึงได้ชะลอโครงการไว้

ใน ปี 2544, ปี 2547 และ ปี 2550
ได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่โครงการรวม 3 ครั้ง
แต่ประชาชนไม่เห็นด้วยกับการก่อสร้าง และทางองค์กรบริหารส่วนตำบล (อบต.)
ละลาย มีมติไม่เห็นชอบต่อโครงการดังกล่าว
ทางกรมอุทยานจึงไม่อนุญาตให้เข้าไปใช้พื้นที่ในการดำเนินโครงการได้

ต่อมาวันที่ 10 ก.ค.2551 ที่ผ่านมา
กองกำลังสุรนารีได้เข้าร่วมประชุมกับทาง จ.ศรีสะเกษ
โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติให้ทำการก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุงดัง
กล่าวได้ แต่ติดปัญหาหลายด้านโดยเฉพาะทางกรมอุทยานแห่งชาติ
ยังไม่อนุญาตให้กรมชลประทานเข้าทำการศึกษาและใช้ประโยชน์ และ
อบต.ละลายมีมติไม่เห็นด้วย
รวมทั้งยังไม่ได้ข้อสรุปในการจัดสรรที่ดินทำกิน และเงินชดเชย
ให้กับราษฎรที่ได้รับผลกระทบ จึงยังไม่สามารถดำเนินการได้

พล.ท.ธวัชชัย สมุทรสาคร รองแม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยว่า
จากปัญหาข้างต้นทำให้โครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง
ไม่สามารถดำเนินการได้และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าวที่ประชุมวันนี้จึง
ได้มีมติให้จัดตั้งชุดคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด
ในการศึกษาความเป็นไปได้รวมทั้งผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม
เพื่อขับเคลื่อนโครงการดังกล่าวให้ได้ผลสำเร็จ โดยมอบหมายให้ นายรพี
ผ่องบุพกิจ ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เป็นประธานคณะทำงาน

สำหรับห้วยขะยุงเป็นช่องทางชายแดนไทย-กัมพูชา
มีสภาพภูมิประเทศเป็นป่าเขาสูง สลับซับซ้อน
เป็นพื้นที่สูงเกื้อกูลต่อกำลังไม่ทราบฝ่ายและขบวนการกระทำผิดกฎหมาย
ซึ่งหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถยึดพื้นที่ดังกล่าวไว้ได้จะได้เปรียบทางการ
ทหารอย่างยิ่ง

ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าวนี้ทางกองกำลังสุรนารี
จึงได้เห็นความสำคัญของการก่อสร้างสิ่งกีดขวางตามแนวทางการรุกดังกล่าว
จึงได้เสนอโครงการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุง ขึ้นมา

"ทั้ง นี้
เพื่อพัฒนาเสริมสร้างความมั่นคงพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา
รวมทั้งจัดระเบียบพื้นที่ชายแดนด้วยการนำกำลังทหารเข้าประจำตามเส้นทางรุก
จุดสำคัญ และพื้นที่ล่อแหลม
ให้สอดคล้องกับระบบการต่อสู้เบ็ดเสร็จเพื่อสร้างความปลอดภัยในชีวิตและ
ทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่ชายแดน" พล.ท.ธวัชชัย กล่าว

อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า
มีชาวบ้านในพื้นที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการดังกล่าวซึ่งมีแผนในการช่วย
เหลือชดเชยที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินให้ราษฎร
ที่เดือดร้อนจากโครงการอย่างเหมาะสมและเป็นที่พอใจของชาวบ้านเพื่อให้เกิดผล
กระทบในพื้นที่น้อยที่สุด
ส่วนเรื่องการสูญเสียพื้นที่ป่านั้นต้องมีบ้างเป็นธรรมดา
เพราะอ่างเก็บน้ำห้วยขะยุงมีความจุ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร
แต่ในอนาคตหากอ่างเก็บน้ำสามารถสร้างความชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว เชื่อว่า
ป่าไม้จะกลับมาอุดมสมบูรณ์อย่างแน่นอน

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2552

คนดังแห่ร่วมเชียร์สมัครเลือกซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ - เปิดศึก "เพื่อแม้ว" ชน "เด็กบรรหาร"

ศรีสะเกษ - คนดังศรีสะเกษและปชช.แห่ร่วมเชียร์การสมัครรับเลือกตั้งซ่อม
ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 คึกคัก เผย ส.ส. "เพื่อแม้ว"ศรีสะเกษยกแก๊งให้กำลังใจ
"สุรชาติ" ผู้สมัคร ส.ส.เพื่อไทย ขณะที่ ส.ส. "ภูมิใจไทย"
ยกกองเชียร์หนุน "สกุลทิพย์" ผู้สมัคร ชาติไทยพัฒนา ด้านประธาน
กกต.ศรีสะเกษ ลั่นจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสเป็นธรรม และตรวจสอบได้

วันนี้ (4 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 08.30
น.ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จังหวัดศรีสะเกษ อ.เมือง
จ.ศรีสะเกษ นายสมบูรณ์ โพธิ์งาม ประธาน กกต.ศรีสะเกษ
เป็นประธานในการเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1
แทนตำแหน่งที่ว่างลง จากการที่ นายสุตา พรมดวง อดีต ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1
พรรคประชาราช ได้ลาออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน

โดยการเปิดรับสมัครในวันแรกนี้ ได้มีบรรดา ส.ส.
และประชาชนกองเชียร์พากันแห่มาให้กำลังใจผู้สมัคร ส.ส.กันอย่างคับคั่ง
โดยเฉพาะกลุ่ม ส.ส.พรรคเพื่อไทย (พท.) ทั้ง 6 คน ของ จ.ศรีสะเกษ
ประกอบด้วย นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ,นายปวีณ แซ่จึง ,นายธเนศ
เครือรัตน์, นายวิวัฒชัย โหตระไวศยะ, นายธีระ ไตรสรณกุล, นายวีรพล
จิตสัมฤทธิ์ พากันมาให้กำลังใจ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์
ที่ได้รับการคัดเลือกให้ลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1
ของพรรคเพื่อไทย กันหน้าสลอน

ขณะ เดียวกัน นางอุดมลักษณ์ เพ็งนรพัฒน์ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 3
พรรคภูมิใจไทย ได้นำคณะ ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย มาให้กำลังใจ นางสกุลทิพย์
อังคสกุลเกียรติ ผู้สมัครเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1
ของพรรคชาติไทยพัฒนา พร้อมมีประชาชนผู้ให้การสนับสนุนผู้สมัครทั้ง 2
ฝ่ายมาให้กำลังใจกันอย่างคึกคัก

เมื่อถึงเวลารับสมัคร ที่ผู้สมัคร ส.ส.ทั้ง 2 ราย คือ นายสุรชาติ
ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย และ นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ
พรรคชาติไทยพัฒนา
ซึ่งมาถึงบริเวณสถานที่รับสมัครพร้อมกันไม่สามารถตกลงกันได้ว่าใครจะเป็นผู้
ที่ได้ลงสมัครก่อน จึงได้จัดให้มีการจับสลาก ปรากฏว่า นายสุรชาติ
ชาญประดิษฐ์ พรรคเพื่อไทย ได้ลงสมัครก่อน และได้หมายเลข 1 ส่วน
นางสกุลทิพย์ อังคสกุลเกียรติ ได้หมายเลข 2

นายพรศักดิ์ เจริญประเสริฐ ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 2 พรรคเพื่อไทย
ในฐานะหัวหน้าแก๊ง ส.ส.พรรคเพื่อไทย จ.ศรีสะเกษ กล่าวว่า
ขณะนี้ทางพรรคเพื่อไทยได้ระดมกันออกหาเสียงช่วยนายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์
อย่างเต็มที่ และมั่นใจว่าผลการบริหารประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
อดีตนายกรัฐมนตรี
ที่สามารถบริหารประเทศชาติได้อย่างเจริญรุ่งเรืองมากกว่าทุกยุคทุกสมัยของ
รัฐบาลที่ผ่านมา
จะเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจให้ประชาชนชาวศรีสะเกษในเขตเลือกตั้งที่ 1
เทคะแนนให้กับ นายสุรชาติ ชาญประดิษฐ์ ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเพื่อไทย
อย่างท่วมท้น

ทางด้าน นายฉัฐมงคล อังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ
สามีของนางสกุลทิพย์ ผู้สมัคร ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคชาติไทยพัฒนา
กล่าวว่า ในฐานะผู้ให้การสนับสนุนนางสกุลทิพย์และทีมงานทุกคน
ได้ออกตระเวนหาเสียงกับประชาชนในเขตเลือกตั้งที่ 1 แล้ว
โดยชูนโยบายการพัฒนาการเกษตรและการแก้ไขปัญหาความยากจน
มั่นใจว่าประชาชนชาวศรีสะเกษในเขตเลือกตั้งที่ 1
ที่รักและชื่นชอบจากการเป็นผู้แทนของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ อดีต
ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1 พรรคชาติไทย ซึ่งเป็นลูกชายของตน
จะเทคะแนนให้นางสกุลทิพย์ ผู้เป็นแม่ของนายสิริพงศ์
ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ ในครั้งนี้

ด้าน นายสมบูรณ์ โพธิ์งาม ประธาน กกต.ศรีสะเกษ กล่าวว่า ขณะนี้
กกต.ศรีสะเกษ ได้เตรียมพร้อมในการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1
แทนตำแหน่งที่ว่างเรียบร้อยแล้ว โดยได้ประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับตำรวจภูธรจังหวัดศรีสะเกษ
เพื่อร่วมกันป้องกันการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

"ได้ ย้ำนโยบายกับ กกต.ศรีสะเกษเขตเลือกตั้งที่ 1
ว่าให้จัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้โปร่งใส เป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้
เพื่อให้การเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ศรีสะเกษ เขต 1
ในครั้งนี้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม" นายสมบูรณ์ กล่าว

วันอังคารที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2552

เขมรรุกชายแดนไทยหนัก! กั้นรั้วผุดกาสิโนใหญ่ "ช่องสะงำ" ศรีสะเกษ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

ศรีสะเกษ - กัมพูชารุกชายแดนไทยหนัก เตรียมกั้นรั้วสังกะสี
ผุดกาสิโนขนาดใหญ่ที่ช่องสะงำ อ.ภูสิงห์ ศรีสะเกษ
บนพื้นที่ยังไม่ปักปันเขตแดน ชี้ชัดทำผิดข้อตกลงร่วม 2 ประเทศ
และไม่สนคำทักท้วง ขณะที่ฝั่งไทยไม่พัฒนาสาธารณูปโภคพื้นฐาน
อาคารสำนักงาน และที่พักเจ้าหน้าที่อยู่กันอย่างอนาถา
ด้านพ่อค้าแม่ค้าไทยไม่ยอมย้ายออกไปอยู่ "ตลาดเมืองใหม่ช่องสะงำ"
ที่ทางการไทยทุ่มงบสร้างเสร็จแล้ว

วันนี้ (31 พ.ค.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
กรณีที่ฝ่ายกัมพูชาได้สร้างแนวรั้วสังกะสี ที่บริเวณช่องสะงำ
ด่านผ่านแดนถาวรไทย-กัมพูชา ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ
รายงานข่าวแจ้งว่า เป็นการสร้างแนวเขตเพื่อก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่
สำหรับเปิดเป็นบ่อนกาสิโนชายแดนเหมือนกับกาสิโนชายแดนด้านด่านผ่านแดนถาวร
ไทย-กัมพูชา ช่องจอม อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ และถูกทักท้วงจากทางการฝ่ายไทย

ทั้งนี้ เนื่องจากบริเวณตลาดชายแดนช่องสะงำ
ที่ทางพ่อค้าแม่ค้ากัมพูชามาจับจองค้าขายอยู่ในปัจจุบัน
และกำลังกั้นเขตก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ดังกล่าวนั้น ทั้ง 2
ประเทศได้เจรจาตกลงกันให้เป็นพื้นที่ผ่อนปรน
เพื่อการค้าขายแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างกัน โดยให้พ่อค้าแม่ค้าทั้ง 2
ประเทศ สามารถเข้าจับจองทำร้านค้าขายสินค้าได้
แต่ไม่อนุญาตให้มีการก่อสร้างสิ่งปลูกสร้างถาวรขึ้นในบริเวณดังกล่าวอย่าง
เด็ดขาด

นายหัตถชัย เพ็งแจ่ม ประธานชมรมการค้าและการท่องเที่ยวช่องสะงำ
กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้
ทางการไทยได้ดำเนินโครงการก่อสร้างตลาดเมืองใหม่ช่องสะงำ
เสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งอยู่ห่างจากเขตชายแดนเข้ามายังฝั่งไทย ด้าน
อ.ภูสิงห์ ประมาณ 10 กิโลเมตร
และได้พยายามเรียกร้องให้พ่อค้าแม่ค้าคนไทยย้ายจากตลาดบริเวณชายแดนมาอยู่
ที่เมืองใหม่ช่องสะงำ แต่ทางพ่อค้าแม่ค้าคนไทยไม่ยอมย้ายมา
เพราะเกรงว่าจะขาดรายได้จากลูกค้าชาวกัมพูชาที่พากันเข้ามาหาซื้อสินค้า
จำนวนมากทุกวัน

ดัง นั้น จึงยืนยันตั้งร้านขายสินค้าอยู่บริเวณจุดเดิมต่อไป
ซึ่งคงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทางการไทยไม่สนับสนุนพัฒนาสาธารณูปโภค ถนนหนทาง
ปั๊มน้ำมัน ห้องน้ำ และที่พักนักท่องเที่ยว ในบริเวณตลาดชายแดนช่องสะงำ
ดังกล่าว และเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ด่านชายแดนถาวรช่องสะงำก็พลอยได้
รับผลกระทบไปด้วย เพราะไม่มีงบประมาณเข้าไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
อาคารสำนักงาน บ้านพักเจ้าหน้าที่
ก็เป็นเพียงเพิงพักชั่วคราวหลังคามุงหญ้าเท่านั้น
ทำให้สภาพความเป็นอยู่ค่อนข้างลำบาก

นายหัตถชัย กล่าวต่อว่า แต่หากเปรียบเทียบกับฝั่งประเทศกัมพูชา
อาคารสำนักงานและที่พักเจ้าหน้าที่ของกัมพูชา ถูกสร้างขึ้นเป็นอาคารถาวร
บ้านพักติดแอร์พร้อมเครื่องอำนวยความสะดวกครบครัน
ต่างจากฝั่งไทยที่เจ้าหน้าที่ต้องอยู่อย่างอนาถา
ทั้งที่พื้นที่บริเวณดังกล่าวเป็นเขตตกลงร่วมกัน ว่า
จะไม่มีการก่อสร้างอาคารถาวรขึ้นมาอย่างเด็ดขาด
แต่หากฝ่ายไทยเราก่อสร้างอะไรขึ้นมาจะถูกเจ้าหน้าที่กัมพูชาประท้วงทันที
ขณะที่กัมพูชากลับเดินหน้าก่อสร้างอาคารถาวรไม่หยุดยั้ง
และแนวเขตกั้นรั้วสังกะสี
ที่สร้างขึ้นมาขณะนี้ก็เป็นอีกอภิมหาโครงการหนึ่งที่กำลังเตรียมเดินหน้าก่อ
สร้างอย่างเต็มที่

"ไม่ ว่าจะเป็นการก่อสร้างบ่อนกาสิโน
หรือสร้างอาคารโรงแรมที่พักขนาดใหญ่อะไรก็ตาม
ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ฝ่ายความมั่นคงของไทยจะยอมเปิดประตูให้เพื่อนบ้านเข้า
มาสร้างอาณาจักรใหญ่โตในแผ่นดินที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจนอย่าง
เด็ดขาด" นายหัตถชัย กล่าว

http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000061008